ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์
โปรแกรม คือชุดคำสั่งที่ใช้สั่งงานและควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ การที่จะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมาจะต้องพิจารณาจากระบบงานอย่างละเอียดของข้อมูลนำเข้า ที่มาของข้อมูลนำเข้า ข้อมูลที่ต้องการแสดงผล และรูปแบบการแสดงผล
วงจรการพัฒนาโปรแกรม (Program Development Life Cycle: PDLC)
วงจรการพัฒนาโปรแกรม (PDLC) คือ ขั้นตอนการทำงานที่โปรแกรมเมอร์ใช้สำหรับสร้างโปรแกรม ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้
1.การวิเคราะห์ปัญหา (Program Analysis)
2.การออกแบบโปรแกรม (Program Design)
3.การเขียนโปรแกรม (Program Coding)
4.การทดสอบโปรแกรม (Program Testing)
5.การบำรุงรักษาโปรแกรม (Program Maintenance)
1. การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา
รายละเอียดของปัญหาในเบื้องต้นอาจยังไม่ชัดเจน ในขั้นตอนนี้ ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องวิเคราะห์ปัญหาเพื่อกำหนดรายละเอียดของปัญหาที่ชัดเจนซึ่งได้แก่ รายละเอียดของข้อมูลเข้า (input data) และรายละเอียดของข้อมูลออก (output data) รายละเอียดของข้อมูลเข้า หมายถึง ข้อมูลที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหา ซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่กำหนดให้ หรือข้อมูลที่รับเข้ามา รายละเอียดของข้อมูลออก หมายถึง ข้อมูลซึ่งเป็นผลที่ได้จากการแก้ปัญหา การกำหนดรายละเอียดข้อมูลเข้าและรายละเอียดข้อมูลออก สามารถทำได้โดยไม่ยุ่งยากจนเกินไป
ตัวอย่าง ปัญหาการคำนวณจำนวนช่องจอดรถในลานจอดรถ
ซูเปอร์มาร์เกตแห่งหนึ่ง จัดพื้นที่ด้านหน้าสำหรับจอดรถให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ กว้าง 25 เมตร ยาว 35 เมตร สมมติ โดยเฉลี่ย ช่องจอดรถ 1 ช่อง มีความกว้าง 2 เมตร ความยาว 3.5 เมตร และพื้นที่ 1 ใน 10 ของพื้นที่ลานจอดรถทั้งหมดคิดเป็นพื้นที่ถนนให้รถวิ่ง อยากทราบว่าซูเปอร์มาร์เกตแห่งนี้จะสามารถจัดช่องจอดรถให้กับลูกค้าได้ทั้งหมดจำนวนกี่ช่อง
จากปัญหานี้ เราต้องการคำนวณหาจำนวนช่องจอดรถในลานจอดรถ โดยพื้นที่ที่จะนำมาคำนวณจะต้องหักพื้นที่ส่วนที่เป็นถนนออกจากพื้นที่ของลานจอดรถทั้งหมดก่อน จึงนะนำมาคำนวณหาจำนวนช่องจอดรถที่ต้องการได้ โดยอาศัยข้อมูลขนาดชองช่องจอดรถ 1 คัน ตามที่กำหนดให้ในปัญหา ดังนั้นรายละเอียดของข้อมูลออกจึงกำหนดไว้เป็น
ข้อมูลเข้า : ความกว้าง ความยาวของพื้นที่ลานจอดรถทั้งหมดและความกว้าง ความยาวของพื้นที่ช่องจอดรถ 1 คัน
ข้อมูลออก : จำนวนช่องจอดรถในลานจอดรถ
2.การออกแบบโปรแกรม
เป็นขั้นตอนการออกแบบโปรแกรมให้สอดคล้องกับรายละเอียดของปัญหา โดยจะต้องคำนึงถึงการออกแบบโครงสร้างข้อมูลที่เหมาะสมที่จะใช้จัดเก็บข้อมูลเพื่อประมวลผลและการออกแบบขั้นตอนที่ใช้ประมวลผลข้อมูล ในเบื้องต้นเราจะจัดเก็บข้อมูลที่ใช้สำหรับประมวลผลไว้ภายใต้ชื่อตัวแปร เช่นเดียวกับที่เราคุ้นเคยในการกำหนดตัวแปรสำหรับแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ การออกแบบโครงสร้างข้อมูลที่มีความซับซ้อนกว่านี้จะได้กล่าวถึงในบทถัด ๆ ไป สำหรับขั้นตอนที่ใช้ประมวลผลข้อมูลที่กำหนดเป็นลำดับที่แน่นอนต่อเนื่องกันเพื่อใช้แก้ปัญหา เรียกว่า ขั้นตอนวิธี (algorithms) ขั้นตอนวิธีที่ดีจะต้องมีระบบระเบียบที่แน่นอนและชัดเจนในการแก้ปัญหา ขั้นตอนวิธีและโปรแกรมที่เราออกแบบอาศัยโครงสร้างควบคุมการทำงาน 3 อย่าง คือ
lโครงสร้างแบบตามลำดับ (sequential structure) ขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามลำดับก่อนหลัง และแต่ละขั้นตอนจะถูกประมวลผลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
2โครงสร้างแบบมีทางเลือก (selection structure) ขั้นตอนการทำงานบางขั้นตอนจะได้รับหรือไม่ได้รับการประมวลผล ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางประการ
3โครงสร้างแบบทำซ้ำ (repetition structure) ขั้นตอนการทำงานบางขั้นตอนจะถูกประมวลผลซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางประการ
ในการเขียนขั้นตอนวิธี สามารถทำได้โดยใช้ภาษาที่คล้ายคลึงกับภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจและสามารถปฏิบัติตามได้ซึ่งเรียกว่า รหัสลำลอง (pseudocode)ผู้เขียนโปรแกรมสามารถนำรหัสลำลองไปแปลงเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ที่ผู้เขียนโปรแกรมถนัดบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ผู้เขียนโปรแกรมใช้งานอยู่เป็นประจำได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
หลักเกณฑ์ทั่วไปของการเขียนรหัสลำลอง
1.สัญลักษณ์ที่ใช้ในการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ต่าง ๆ จะถูกใช้งานตามปกติ คือ + สำหรับการบวก – สำหรับการลบ * สำหรับการคูณ และ/ สำหรับการหาร
2.ชื่อข้อมูลใช้แทนจำนวนที่จะถูกดำเนินการตามขั้นตอนวิธี
3.การใช้คำอธิบายกำกับขั้นตอนวิธี อาจทำโดยใช้สัญลักษณ์ * หรือ ** กำกับหัวท้ายข้อความคำอธิบาย เพื่อแยกออกมาจากขั้นตอนการทำงาน
4.คำสงวนบางคำที่ใช้ในภาษาระดับสูงทั่วไปอาจนำมาใช้ เช่น Read หรือ Enter สำหรับการรับข้อมูลเข้า และWrite หรือ Print สำหรับการแสดงข้อมูลออก
5.การเพิ่มหรือลดระยะเยื้องอย่างเหมาะสม เพื่อแสดงระดับของขั้นตอนการทำงานในโครงสร้างควบคุมการทำงานในกลุ่มเดียวกัน
นอกจากผู้เขียนโปรแกรมจะใช้รหัสลำลอง เป็นเครื่องมือสำหรับเขียนขั้นตอนวิธีให้อยู่ในรูปของคำสั่งการทำงานที่คล้ายคลึงกับคำสั่งในภาษาคอมพิวเตอร์ ผู้เขียนโปรแกรมยังสามารถใช้ผังงาน (Flowchart) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ถ่ายทอดลำดับการทำงานจากขั้นตอนวิธีได้เช่นเดียวกัน
ตัวอย่าง ปัญหาการคำนวณจำนวนช่องจอดรถในลานจอดรถ
เรากำหนดตัวแปรที่ใช้สำหรับจัดเก็บข้อมูล ดังนี้
ParkW : เป็นตัวแปรสำหรับเก็บค่าความกว้างของพื้นที่ลานจอดรถทั้งหมด
ParkL : เป็นตัวแปรสำหรับเก็บค่าความยาวของพื้นที่ลานจอดรถทั้งหมด
CarW : เป็นตัวแปรสำหรับเก็บค่าความกว้างของพื้นที่ช่องจอดรถ 1 คัน
CarL : เป็นตัวแปรสำหรับเก็บค่าความยาวของพื้นที่ช่องจอดรถ 1 คัน
TotalParkA : เป็นตัวแปรสำหรับเก็บค่าพื้นที่ลานจอดรถทั้งหมด
ParkA : เป็นตัวแปรสำหรับเก็บค่าพื้นที่ที่จะใช้จอดรถได้โดยหักพื้นที่ถนนแล้ว
CarA : เป็นตัวแปรสำหรับเก็บค่าพื้นที่ช่องจอดรถ 1 คัน
NumPark : เป็นตัวแปรสำหรับเก็บค่าจำนวนช่องจอดรถในลานจอดรถ
กำหนดขั้นตอนวิธีที่ใช้แก้ปัญหา ดังนี้
1.เริ่มต้นการทำงาน
2.รับค่าข้อมูลความกว้าง ความยาวของพื้นที่ลานจอดรถทั้งหมด และข้อมูลความกว้าง ความยาวของพื้นที่ช่องจอดรถ 1 คัน มาเก็บไว้ในตัวแปร ParkW ParkL CarW และ CarL ตามลำดับ
3.คำนวณพื้นที่ลานจอดรถทั้งหมดเก็บไว้ในตัวแปร TotalParkA โดยใช้สูตร TotalParkA = ParkW*ParkL
4.คำนวณพื้นที่ที่เหลือสำหรับใช้เป็นช่องจอดรถเก็บไว้ในตัวแปร ParkA โดยใช้สูตร ParkA = TotalParkA – (TotalParkA / 10)
5.คำนวณพื้นที่ช่องจอดรถ 1 คันเก็บไว้ในตัวแปร CarA โดยใช้สูตร CarA = CarW*CarL
6.คำนวณจำนวนช่องจอดรถในลานจอดรถเก็บไว้ในตัวแปร NumPark โดยใช้
สูตร (MOD คือ การคำนวณโดยไม่คิดเศษ)
NumPark = (Park / CarA)-(ParkA MOD CarA)
7.แสดงค่าของตัวแปร NumPark
8. จบการทำงาน
3. การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์
การเขียนโปรแกรมเป็นการนำเอาผลลัพธ์ของการออกแบบโปรแกรม มาเปลี่ยนเป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องให้ความสนใจต่อรูปแบบคำสั่งและกฎเกณฑ์ของภาษาที่ใช้เพื่อให้การประมวลผลเป็นไปตามผลลัพธ์ที่ได้ออกแบบไว้ นอกจากนั้นผู้เขียนโปรแกรมควรแทรกคำอธิบายการทำงานต่าง ๆ ลงในโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมนั้นมีความกระจ่างชัดและง่ายต่อการตรวจสอบ และโปรแกรมนี้ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบ
4.การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม
การทดสอบโปรแกรมเป็นการนำโปรแกรมที่ลงรหัสแล้วเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑ์ของภาษา และผลการทำงานของโปรแกรมนั้น ถ้าพบว่ายังไม่ถูกก็แก้ไขให้ถูกต้องต่อไป ขั้นตอนการทดสอบและแก้ไขโปรแกรม อาจแบ่งได้เป็น 3 ขั้น
1.สร้างแฟ้มเก็บโปแกรมซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำโปรแกรมเข้าโดยผ่านทางแป้นพิมพ์โดยใช้โปรแกรมประมวลคำ
2.ใช้ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์แปลโปรแกรมที่สร้างขึ้นเป็นภาษาเครื่อง โดยระหว่างการแปลจะมีการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและกฎเกณฑ์ในการใช้ภาษา ถ้าคำสั่งใดมีรูปแบบไม่ถูกต้องก็จะแสดงข้อผิดพลาดออกมาเพื่อให้ผู้เขียนนำไปแก้ไขต่อไป ถ้าไม่มีข้อผิดพลาด เราจะได้โปรแกรมภาษาเครื่องที่สามารถให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้
3.ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผลของโปรแกรม โปรแกรมที่ถูกต้องตามรูปแบบและกฎเกณฑ์ของภาษา อาจให้ผลลัพธ์ของการประมวลผลไม่ถูกต้องก็ได้ ดังนั้นผู้เขียนโปรแกรมจำเป็นต้องตรวจสอบว่าโปรแกรมประมวลผลถูกต้องตามต้องการหรือไม่ วิธีการหนึ่งก็คือ สมมติข้อมูลตัวแทนจากข้อมูลจริงนำไปให้โปรแกรมประมวลผลแล้วตรวจสอบผลลัพธ์ว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องก็ต้องดำเนินการแก้ไขโปรแกรมต่อไป การสมมติข้อมูลตัวแทนเพื่อการทดสอบเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ลักษณะของข้อมูลตัวแทนที่ดีควรจะสมมติทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ผิดพลาด เพื่อทดสอบว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถครอบคลุมการปฏิบัติงานในเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ครบถ้วน นอกจากนี้อาจตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมด้วยการสมมติตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ที่จะประมวลผล แล้วทำตามคำสั่งทีละคำสั่งของโปรแกรมนั้น ๆ วิธีการนี้อาจทำได้ยากถ้าโปรแกรมมีขนาดใหญ่ หรือมีการประมวลผลที่ซับซ้อน
5.การทำเอกสารประกอบโปรแกรม
การทำเอกสารประกอบโปรแกรมเป็นงานที่สำคัญของการพัฒนาโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมช่วยให้ผู้ใช้โปรแกรมเข้าใจวัตถุประสงค์ ข้อมูลที่จะต้องใช้กับโปรแกรมตลอดจนผลลัพธ์ที่จะได้จากโปรแกรม การทำโปรแกรมทุกโปรแกรมจึงควรต้องทำเอกสารกำกับเพื่อใช้สำหรับการอ้างอิงเมื่อจะใช้งานโปรแกรมและเมื่อต้องการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมที่จัดทำ ควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้
1. วัตถุประสงค์
2. ประเภทและชนิดของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้ในโปรแกรม
3. วิธีการใช้โปรแกรม
4. แนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบโปรแกรม
5. รายละเอียดโปรแกรม
6. ข้อมูลตัวแทนที่ใช้ทดสอบ
7. ผลลัพธ์ของการทดสอบ
6. การบำรุงรักษาโปรแกรม
6. การบำรุงรักษาโปรแกรม
เมื่อโปรแกรมผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว และถูกนำมาให้ผู้ใช้ได้ใช้งาน ในช่วงแรกผู้ใช้อาจจะยังไม่คุ้นเคยก็อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีผู้คอยควบคุมดูแลและคอยตรวจสอบการทำงาน การบำรุงรักษาโปรแกรมจึงเป็นขั้นตอนที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องคอยเฝ้าดูและหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมในระหว่างที่ผู้ใช้ใช้งานโปรแกรม และปรับปรุงโปรแกรมเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น หรือในการใช้งานโปรแกรมไปนาน ๆ ผู้ใช้อาจต้องการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบงานเดิมเพื่อให้เหมาะกับเหตุการณ์ นักเขียนโปรแกรมก็จะต้องคอยปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมตามความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง
วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555
เทศกาลเล่นสีของอินเดีย
เทศกาลเล่นสี ถือเป็นวันหยุดของอินเดียในเทศกาลเล่นสี (Holi festival) ที่ฉลองกันทั่วประเทศ เทศกาลสีโฮลี Holiนี้ เป็นเทศกาลเริ่มในช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิ ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงจากหนาว เป็นอากาศร้อน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลต่อมนุษย์ต่อสุขภาพและต่อจิตใจของมนุษย์ เพราะเมื่ออากาศเริ่มเปลี่ยนจากหนาวมาเป็นร้อน คนก็จะไม่สบายเป็นหวัดกันเพราะอากาศเป็นเหตุ ก็ทราบว่าเบื้องหลังเทศกาลนี้มิใช่เพื่อโปรยสีกันเพื่อสนุกสนานอย่างเดียวเท่านั้น แต่คนโบราณได้แฝงเอาธรรมชาติบำบัดเอาไว้ด้วย โดยใช้ผงสีจากพืชและพืชสมุนไพรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเหลือง สีคราม สีเขียว มาโปรยใส่กันทำนองกายบำบัดเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายด้วย
นอกจากนั้น การเปลี่ยนฤดูหนาวเข้าสู่หน้าร้อน ธรรมชาติเองก็เปลี่ยนแปลงสีสันอย่างมาก ดอกไม้สีสันสด บานสะพรั่งเต็มที่ คนอินเดียแต่โบราณ ก็ปรับตนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม สีสันที่ใช้จึงเป็นสีที่เกิดตามธรรมชาติแท้ๆ ชาวอินเดียจะเปลี่ยนการแต่งตัวจากเสื้อผ้าหน้าหนาวเป็นหน้าร้อน ส่าหรีสีสันสดใสฉูดฉาด อาหารการกินก็เปลี่ยน ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เขาฉลองกัน จึงเป็นเทศกาลแห่งสีสันที่น่าทึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงความใกล้ชิดธรรมชาติ มองว่าอินเดียนั้นมองเห็นธรรมชาติ จึงปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติและใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด
ตำนานของ Holi Festivalนั้นมีอยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่องเจ้าแห่งอสูรนามว่า Hiranyakashyap ได้รับพรจากพระพรหมให้เป็นอมตะ ซึ่งต่อมาด้วยความที่ไม่มีใครฆ่าได้ ทำให้เจ้าอสูรต้องการให้ทุกคนบูชาตนเองเท่านั้นแต่ลูกชายที่ชื่อ Prahlad กลับบูชาแต่พระวิษณุ Lord Vishanu ทำให้อสูรโกรธมาก พยายามหาวิธีทำให้ลูกตัวเองตาย หนึ่งในวิธีคือการหลอกให้ถูกเผา ทั้งเป็น โดยให้ Prahlad เข้าพิธีบูชาไฟพร้อมน้องสาวของตนที่ชื่อ Holika น้องสาวคนนี้ได้รับพรพิเศษว่าไฟไม่สามารถทำร้ายเธอได้ แต่ปรากฏว่าเมื่ออยู่ในกองไฟ เธอกลับถูกเผาไหม้โดย Prahlad กลับไม่เป็นอะไรเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะพรที่เธอได้นั้นมีเงื่อนไขว่าเธอเข้ากองไฟคนเดียว สำหรับ Prahlad นั้นด้วยการยึดมั่นบูชาถึงพระวิษณุเสมอจึงไม่เป็นอะไรจากไฟ การบูชา Holi มาจากคำว่า Holika สื่อความว่าไฟเผา จึงเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อจะบอกว่าผู้ใดที่ยึดมั่นบูชาพระเจ้าจะไม่เป็นอันตรายและธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ
มีอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของพระกฤษณะที่หลงรักในตัวพระนางที่ชื่อ Radha ความรักระหว่างทั้งสองนั้นลึกซื้งและโรแมนติกมากกล่าวกันว่าพระกฤษณะชอบที่จะเล่นโปรยสีบนตัว Radha จึงกลายมาเป็นประเพณีกันต่อมา นอกจากนั้นก็มีเรื่องของพระศิวะกับนาง Kamadeva ที่รวมความแล้วตำนานต่างๆ สื่อถึงคุณธรรมคือการบูชาที่ดีย่อมนำมาซึ่งความอยู่รอดปลอดภัยของผู้บูชานี้จึงเป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาแต่โบราณของอินเดีย
และคนอินเดียปัจจุบัน เมื่อถึงเทศกาลนี้ก็จะกลับบ้าน ไปหาครอบครัว มอบของขวัญให้กันและกัน อันแสดงถึงความมั่นคงและความรักสามัคคีแห่งสถาบันครอบครัวอย่างเหนียวแน่นของอินเดียได้อย่างชัดเจน โดยมีเทศกาล Holi นี้เป็นช่วงเวลาแห่งการแสดงออก อีกนัยหนึ่งเทศกาลนี้ในสมัยพุทธกาลน่าจะเรียกว่า พาลนักษัตร คือเทศกาลเล่นของคนพาลทั้งหลาย เพราะว่า บรรดาเด็กหนุ่ม ๆ ทั้งหลาย เมื่อถึงเทศกาลนี้ ก็จะดื่มสิ่งมึนเมากันในวันนี้และจะเมาได้และทำอะไรตามใจได้ตามเวลาที่กำหนด
ดังนั้นจึงไม่เหมาะโดยประการทั้งปวงที่สุภาพสตรีจะเดินทางออกนอกบ้านในเทศกาลนี้ เท่าที่สังเกตช่วงที่ประกาศเทศกาลHoli จะเป็นช่วงเวลาแห่งการปล่อยผี ปล่อยความชั่วร้ายทั้งหลาย จะไม่มีรถยนต์วิ่งเลยสักคัน นอกจากมอเตอร์ไซด์ที่วัยรุ่นอินเดียขับออกมาเล่นสีกัน แม้แต่ชาวต่างชาติ ผู้แสวงบุญต่างก็ต้องงดเว้น การเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อความปลอดภัย เมื่อเลยเวลาที่ประกาศแล้ว ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม
เทศกาล Holi นี้มักจะเล่นสาดสีใส่กันฉลองเทศกาลวันปีใหม่ที่อินเดีย ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนเข้าสู่วันพระจันทร์เต็มดวงของฮินดู เป็นนิมิตแห่งชัยชนะสิ่งเลวร้ายทั้งหลาย และฉลองต้อนรับสิ่งดีในปีใหม่ (Holi is also considered a New Year's celebration! This festival finally arrives on the full moon of the Hindu lunar month of Phagan. The Holi on the Western calendar is March 11, 2009 )
นอกจากนั้น การเปลี่ยนฤดูหนาวเข้าสู่หน้าร้อน ธรรมชาติเองก็เปลี่ยนแปลงสีสันอย่างมาก ดอกไม้สีสันสด บานสะพรั่งเต็มที่ คนอินเดียแต่โบราณ ก็ปรับตนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม สีสันที่ใช้จึงเป็นสีที่เกิดตามธรรมชาติแท้ๆ ชาวอินเดียจะเปลี่ยนการแต่งตัวจากเสื้อผ้าหน้าหนาวเป็นหน้าร้อน ส่าหรีสีสันสดใสฉูดฉาด อาหารการกินก็เปลี่ยน ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เขาฉลองกัน จึงเป็นเทศกาลแห่งสีสันที่น่าทึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงความใกล้ชิดธรรมชาติ มองว่าอินเดียนั้นมองเห็นธรรมชาติ จึงปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติและใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด
ตำนานของ Holi Festivalนั้นมีอยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่องเจ้าแห่งอสูรนามว่า Hiranyakashyap ได้รับพรจากพระพรหมให้เป็นอมตะ ซึ่งต่อมาด้วยความที่ไม่มีใครฆ่าได้ ทำให้เจ้าอสูรต้องการให้ทุกคนบูชาตนเองเท่านั้นแต่ลูกชายที่ชื่อ Prahlad กลับบูชาแต่พระวิษณุ Lord Vishanu ทำให้อสูรโกรธมาก พยายามหาวิธีทำให้ลูกตัวเองตาย หนึ่งในวิธีคือการหลอกให้ถูกเผา ทั้งเป็น โดยให้ Prahlad เข้าพิธีบูชาไฟพร้อมน้องสาวของตนที่ชื่อ Holika น้องสาวคนนี้ได้รับพรพิเศษว่าไฟไม่สามารถทำร้ายเธอได้ แต่ปรากฏว่าเมื่ออยู่ในกองไฟ เธอกลับถูกเผาไหม้โดย Prahlad กลับไม่เป็นอะไรเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะพรที่เธอได้นั้นมีเงื่อนไขว่าเธอเข้ากองไฟคนเดียว สำหรับ Prahlad นั้นด้วยการยึดมั่นบูชาถึงพระวิษณุเสมอจึงไม่เป็นอะไรจากไฟ การบูชา Holi มาจากคำว่า Holika สื่อความว่าไฟเผา จึงเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อจะบอกว่าผู้ใดที่ยึดมั่นบูชาพระเจ้าจะไม่เป็นอันตรายและธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ
มีอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของพระกฤษณะที่หลงรักในตัวพระนางที่ชื่อ Radha ความรักระหว่างทั้งสองนั้นลึกซื้งและโรแมนติกมากกล่าวกันว่าพระกฤษณะชอบที่จะเล่นโปรยสีบนตัว Radha จึงกลายมาเป็นประเพณีกันต่อมา นอกจากนั้นก็มีเรื่องของพระศิวะกับนาง Kamadeva ที่รวมความแล้วตำนานต่างๆ สื่อถึงคุณธรรมคือการบูชาที่ดีย่อมนำมาซึ่งความอยู่รอดปลอดภัยของผู้บูชานี้จึงเป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาแต่โบราณของอินเดีย
และคนอินเดียปัจจุบัน เมื่อถึงเทศกาลนี้ก็จะกลับบ้าน ไปหาครอบครัว มอบของขวัญให้กันและกัน อันแสดงถึงความมั่นคงและความรักสามัคคีแห่งสถาบันครอบครัวอย่างเหนียวแน่นของอินเดียได้อย่างชัดเจน โดยมีเทศกาล Holi นี้เป็นช่วงเวลาแห่งการแสดงออก อีกนัยหนึ่งเทศกาลนี้ในสมัยพุทธกาลน่าจะเรียกว่า พาลนักษัตร คือเทศกาลเล่นของคนพาลทั้งหลาย เพราะว่า บรรดาเด็กหนุ่ม ๆ ทั้งหลาย เมื่อถึงเทศกาลนี้ ก็จะดื่มสิ่งมึนเมากันในวันนี้และจะเมาได้และทำอะไรตามใจได้ตามเวลาที่กำหนด
ดังนั้นจึงไม่เหมาะโดยประการทั้งปวงที่สุภาพสตรีจะเดินทางออกนอกบ้านในเทศกาลนี้ เท่าที่สังเกตช่วงที่ประกาศเทศกาลHoli จะเป็นช่วงเวลาแห่งการปล่อยผี ปล่อยความชั่วร้ายทั้งหลาย จะไม่มีรถยนต์วิ่งเลยสักคัน นอกจากมอเตอร์ไซด์ที่วัยรุ่นอินเดียขับออกมาเล่นสีกัน แม้แต่ชาวต่างชาติ ผู้แสวงบุญต่างก็ต้องงดเว้น การเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อความปลอดภัย เมื่อเลยเวลาที่ประกาศแล้ว ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม
เทศกาล Holi นี้มักจะเล่นสาดสีใส่กันฉลองเทศกาลวันปีใหม่ที่อินเดีย ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนเข้าสู่วันพระจันทร์เต็มดวงของฮินดู เป็นนิมิตแห่งชัยชนะสิ่งเลวร้ายทั้งหลาย และฉลองต้อนรับสิ่งดีในปีใหม่ (Holi is also considered a New Year's celebration! This festival finally arrives on the full moon of the Hindu lunar month of Phagan. The Holi on the Western calendar is March 11, 2009 )
เทศกาลชมดอกทิวลิป เนเธอร์แลนด์
สวนเคอเคนฮอฟ (Kerkenhof Garden) เนเธอร์แลนด์
ใครที่หลงรักในฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกทิวลิป ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งที่จะไปชม สวนเคอเคนฮอฟ Keukenhof สวนดอกไม้ใกล้อัมสเตอร์ดัม ความงามของสวนและดอกไม้เหล่านี้ที่สวน Keukenhof จะเปิดให้บริการประมาณสองเดือนในฤดูใบไม้ผลิ ทั้งหมดของความงดงามตระการตานี้จะมีให้ชมเพียงระยะสั้นๆไม่กี่สัปดาห์
สวนดอกไม้แห่งนี้เป็นความคิดริเริ่มของ นายกเทศมนตรีเมืองลิซเซ่ ในปี 1949 ได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งเสริมการปลูกดอกไม้ประเภทไม้หัว ได้เกิดแนวคิดที่จะมีงานแสดงไม้ดอกประจำปีแบบกลางแจ้ง โดยทำการจัดให้เหมือนกับการได้ชมสวนจริงๆ และก็ได้เลือกเคอเคนฮอฟแห่งนี้เป็นที่จัดแสดง
สวนเคอเคนฮอฟ (Kerkenhof Garden)เป็นสวนสวยที่ผู้คนทั่วโลกปรารถนาที่จะมาเยือน เป็นแหล่งปลูกทิวลิปที่ใหญ่และสำคัญยิ่งของประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นสวนที่สวยงามและสะพรั่งไปด้วยดอกทิวลิป ซึ่งมีมากถึงกว่า 7 ล้านต้นในแต่ละปี รวมทั้งดอกไม้อื่นๆ เช่น ลิลลี่ แดฟโฟดิล หรือนาซิสซัส ไฮยาซินธ์ ออกดอกบานสะพรั่งอยู่ดูละลานตา สวนได้ถูกออกแบบไว้อย่างสวยงามในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม สวนเคอเคนฮอฟจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมดอกทิวลิปและ ดอกไม้แสนสวยนานาพรรณ บริเวณทางเข้ามีสาวน้อยตัวใหญ่ชาวดัชต์ในชุดประจำชาติ คอยต้อนรับให้คำแนะนำเกี่ยวกับสวนและ จำหน่ายแผนที่ให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการ ภายในสวนเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสันและพรรณไม้ น้อยใหญ่ที่ผลิดอกออกใบต้อนรับฤดูใบไม้ผลิลำธารและสระน้ำน้อยใหญ่ลัดเลาะจัดวาง ในสวนสวยอย่างลงตัวการเลือกสีสันพรรณดอกไม้ ตั้งอยู่ที่ชาน เมืองลิซเซ่ (Lisse) ประเทศ Netherlands อยู่ห่างจากอัมสเตอร์ดัมเพียง 29 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 32 hectares
ใครที่หลงรักในฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกทิวลิป ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งที่จะไปชม สวนเคอเคนฮอฟ Keukenhof สวนดอกไม้ใกล้อัมสเตอร์ดัม ความงามของสวนและดอกไม้เหล่านี้ที่สวน Keukenhof จะเปิดให้บริการประมาณสองเดือนในฤดูใบไม้ผลิ ทั้งหมดของความงดงามตระการตานี้จะมีให้ชมเพียงระยะสั้นๆไม่กี่สัปดาห์
สวนดอกไม้แห่งนี้เป็นความคิดริเริ่มของ นายกเทศมนตรีเมืองลิซเซ่ ในปี 1949 ได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งเสริมการปลูกดอกไม้ประเภทไม้หัว ได้เกิดแนวคิดที่จะมีงานแสดงไม้ดอกประจำปีแบบกลางแจ้ง โดยทำการจัดให้เหมือนกับการได้ชมสวนจริงๆ และก็ได้เลือกเคอเคนฮอฟแห่งนี้เป็นที่จัดแสดง
สวนเคอเคนฮอฟ (Kerkenhof Garden)เป็นสวนสวยที่ผู้คนทั่วโลกปรารถนาที่จะมาเยือน เป็นแหล่งปลูกทิวลิปที่ใหญ่และสำคัญยิ่งของประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นสวนที่สวยงามและสะพรั่งไปด้วยดอกทิวลิป ซึ่งมีมากถึงกว่า 7 ล้านต้นในแต่ละปี รวมทั้งดอกไม้อื่นๆ เช่น ลิลลี่ แดฟโฟดิล หรือนาซิสซัส ไฮยาซินธ์ ออกดอกบานสะพรั่งอยู่ดูละลานตา สวนได้ถูกออกแบบไว้อย่างสวยงามในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม สวนเคอเคนฮอฟจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมดอกทิวลิปและ ดอกไม้แสนสวยนานาพรรณ บริเวณทางเข้ามีสาวน้อยตัวใหญ่ชาวดัชต์ในชุดประจำชาติ คอยต้อนรับให้คำแนะนำเกี่ยวกับสวนและ จำหน่ายแผนที่ให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการ ภายในสวนเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสันและพรรณไม้ น้อยใหญ่ที่ผลิดอกออกใบต้อนรับฤดูใบไม้ผลิลำธารและสระน้ำน้อยใหญ่ลัดเลาะจัดวาง ในสวนสวยอย่างลงตัวการเลือกสีสันพรรณดอกไม้ ตั้งอยู่ที่ชาน เมืองลิซเซ่ (Lisse) ประเทศ Netherlands อยู่ห่างจากอัมสเตอร์ดัมเพียง 29 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 32 hectares
เทศกาลโคมไฟกลางฤดูใบไม้ร่วงที่ฮ่องกง
เทศกาลฉลองกลางฤดูใบไม้ร่วงของจีนนี้ เป็นหนึ่งในเทศกาลประจำปีที่มีสีสันและมีเสน่ห์ที่สุด เพื่อฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งดวงจันทร์จะกลมโตที่สุดในรอบปี เทศกาลนี้ยังเป็นการฉลองชัยชนะเหนือมองโกลในสมัยศตวรรษที่ 14 ด้วยแผนการอันฉลาดแกมโกง โดยกลุ่มกบฏเขียนลงบนเศษกระดาษเรียกร้องให้ก่อการกบฏ และแอบซ่อนใส่ลงไปในเค้ก และลักลอบนำเข้าไปให้พวกรักชาติ เทศกาลโคมไฟกลางฤดูใบไม้ร่วงนี้จัดขึ้น 16 วันโดยจะสิ้นสุดในวันที่ 15 ตุลาคม หลังจากการเฉลิมฉลองที่มีสีสันที่สุดเทศกาลโคมไฟกลางฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเต็มไปด้วยประเพณีและความเชื่อ เป็นเวลาที่สมาชิกในครอบครัวจะมารวมตัวกันภายใต้พระจันทร์เต็มดวง เพื่อร่วมชื่นชมโคมไฟอันสวยงาม และเอร็ดอร่อยกับขนมประจำเทศกาลอย่างขนมไหว้พระจันทร์
ตำนานเทศกาลโคมไฟกลางฤดูใบไม้ร่วง
เทศกาลของจีนส่วนมากจะเป็นการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์และตำนาน รวมถึงเทศกาลโคมไฟกลางฤดูใบไม้ร่วงด้วย ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับตำนานของสาวงามชื่อ ชางโอ ซึ่งเป็นภรรยาของนักแม่นธนูมือฉมัง ตามตำนานชางโอได้ทานยาวิเศษของสามี และลอยขึ้นไปจนถึงดวงจันทร์! นางยังคงอยู่ที่นั่นจนถึงปัจจุบัน และในวันพระจันทร์เต็มดวงของเดือนที่แปดตามจันทรคติ ความงามของนางจะเรืองรองเป็นแสงสีเงินยวงส่องลงมายังโลก
ตำนานเทศกาลโคมไฟกลางฤดูใบไม้ร่วง
เทศกาลของจีนส่วนมากจะเป็นการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์และตำนาน รวมถึงเทศกาลโคมไฟกลางฤดูใบไม้ร่วงด้วย ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับตำนานของสาวงามชื่อ ชางโอ ซึ่งเป็นภรรยาของนักแม่นธนูมือฉมัง ตามตำนานชางโอได้ทานยาวิเศษของสามี และลอยขึ้นไปจนถึงดวงจันทร์! นางยังคงอยู่ที่นั่นจนถึงปัจจุบัน และในวันพระจันทร์เต็มดวงของเดือนที่แปดตามจันทรคติ ความงามของนางจะเรืองรองเป็นแสงสีเงินยวงส่องลงมายังโลก
วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555
เทศกาลปาส้มประเทศอิตาลี
เทศกาลปาส้มเป็นเทศกาลต่อสู้ด้วยผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีซึ่งจัดขึ้นที่เมืองอีเวเรีย แคว้นพีดมอนต์ ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ในงานเทศกาลนี้จะประกอบไปด้วยผู้คนที่เข้ามาร่วมงานกว่า 3,000 คน จะมีผู้บังคับม้าให้ลากรถเกวียนที่บรรทุกกลุ่มอาสาสมัครใส่ชุดนวมและหมวกป้องกันเข้ามาอยู่กลางเมือง หลังจากนี้ไปก็เกิดการปาส้มระหว่างคนบนรถเกวียนกับคนที่ยืนอยู่ด้านล่างกันอย่างอลหม่าน
เทศกาลนี้มีที่มาจากการที่ชาวเมืองทำการต่อต้านท่านเคาท์ราเนรีผู้ปกครองเมืองในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 12ที่มักข่มเหงชาวเมืองด้วยการลักพาตัวหญิงสาวสามัญชน ที่กำลังจะแต่งงานให้ไปเป็นภรรยาของตนเอง จนกระทั่งวันหนึ่งท่านเคาท์ราเนรีได้ไปลักพาตัว ไวโอเล็ตต้า ลูกสาวเจ้าของโรงโม่ข้าวไป ด้วยความกล้าหาญของไวโอเล็ตต้า เธอจึงต่อสู้และสามารถตัดหัวของท่านเคาท์นำมาประจาน ทำให้ชาวเมืองต่างยินดี แต่เมื่อทหารทราบข่าวจึงรีบไปจับตัวไวโอเล็ตต้า ทำให้ชาวเมืองต่างช่วยกันปาหินใส่ทหารเหล่านั้นจนกระทั่งเหตุการณ์ดังกล่าวกลายมาเป็นประเพณีที่ต้องทำกันทุกๆปี เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของไวโอเล็ตต้าที่ได้นำอิสรภาพมาสู่ชาวเมือง โดยในแต่ละปีก่อนถึงงานเทศกาล จะมีการคัดเลือกเด็กนักเรียนเพื่อให้มารับบทเป็นไวโอเล็ตต้า และมีการจัดหาอาสาสมัครให้ขึ้นไปบนรถเกวียนเพื่อเป็นตัวแทนทหารท่านเคาท์ด้วย เป็นต้น
เทศกาลนี้มีที่มาจากการที่ชาวเมืองทำการต่อต้านท่านเคาท์ราเนรีผู้ปกครองเมืองในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 12ที่มักข่มเหงชาวเมืองด้วยการลักพาตัวหญิงสาวสามัญชน ที่กำลังจะแต่งงานให้ไปเป็นภรรยาของตนเอง จนกระทั่งวันหนึ่งท่านเคาท์ราเนรีได้ไปลักพาตัว ไวโอเล็ตต้า ลูกสาวเจ้าของโรงโม่ข้าวไป ด้วยความกล้าหาญของไวโอเล็ตต้า เธอจึงต่อสู้และสามารถตัดหัวของท่านเคาท์นำมาประจาน ทำให้ชาวเมืองต่างยินดี แต่เมื่อทหารทราบข่าวจึงรีบไปจับตัวไวโอเล็ตต้า ทำให้ชาวเมืองต่างช่วยกันปาหินใส่ทหารเหล่านั้นจนกระทั่งเหตุการณ์ดังกล่าวกลายมาเป็นประเพณีที่ต้องทำกันทุกๆปี เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของไวโอเล็ตต้าที่ได้นำอิสรภาพมาสู่ชาวเมือง โดยในแต่ละปีก่อนถึงงานเทศกาล จะมีการคัดเลือกเด็กนักเรียนเพื่อให้มารับบทเป็นไวโอเล็ตต้า และมีการจัดหาอาสาสมัครให้ขึ้นไปบนรถเกวียนเพื่อเป็นตัวแทนทหารท่านเคาท์ด้วย เป็นต้น
เทศกาลวันไหว้พระจันทร์ของประเทศจีน
ขนมไหว้พระจันทร์ทำจากการนำแป้งหมี่กับน้ำมันหมูมานวดเข้ากัน คลึงเป็นแผ่นที่มีความหนาพอประมาณ จากนั้นห่อด้วยไส้ชนิดต่างๆ ไส้ที่สำหรับขนมไหว้พระจันทร์นั้น มีหลากหลายประเภท เช่น ขนมไหว้พระจันทร์นั้น โดยทั่วไปจะห่อด้วยซานจา กุหลาบ ครีมพุทราจีน วอลนัท อัลมอนล์ เม็ดแตง ถั่วบด เป็นต้น ไส้ขนมไหว้พร ะจันทร์ในเขตพื้นที่กวางตุ้ง ซึ่งเป็นภาคใต้ของจีน มักเป็นไข่แดง เม็ดบัว โหงวยิ้ง และเส้นมะพร้าว ส่วนไส้แบบซูโจว มักเป็นกุหลาบ ถั่วบด เม็ดพุทรา พริกกับเกลือ และอาจมรการเพิ่มเม็ดสนและวอลนัทเข้าไปด้วย เมื่อห่อไส้เรียบร้อย ก็จะนำไปบรรจุเข้าไปในเบ้าทรงกลมที่เตรียมไว้ในเบ้านั้นมักมีลวดลายหรือลายลักษณ์อักษร เช่น " โจง ชิว เว่ ปิ่ง " หรือชื่ออื่นๆ เมื่อผ่านการอบและบรรจุเรียบร้อยแล้ว ก็จะส่งเข้าตลาดต่อไป
เทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกปี (วันที่ 15 เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน)ทุกๆ ครัวเรือนจะซื้อขนมไหว้ระจันทร์มาไหว้พระจันทร์ พร้อมกับการชมพระจันทร์จนกลายเป็นประเพณีของจีนตลอดมา สำหรับประเพณีรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ในวันไหว้พระจันทร์นั้น กล่าวคือ เกิดขึ้นเมื่อสมัยมองโกลเข้ามาปกครองแผ่นดินจีน เมื่อชาวมองโกลกดขี่ข่มเหงและทำร้ายชาวจีนอย่างโหดเหี้ยม และเพื่อควบคุมดูแลชาวจีนอย่างใกล้ชิด ชาวมองโกลจึงส่งทหารของตนไปประจำอยู่ในบ้านของชาวจีนครอบครัวละ 1คน เป็นอันว่าชาวจีนทุกๆครัวเรือนต่างต้องเลี้ยงดูทหารมองโกล 1 คน ทหารมองโกลเหล่านี้ ยังก่อกรรมทำชั่วไปหมด ทำให้ชาวจีนขุ่นเคืองใจเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาท่านหลิวปั๋วเวิน คิดได้วิธีหนึ่ง คือ ให้นำกระดาษเขียนข้อความ แล้วสอดไส้ไว้ในขนม เรียกร้องให้ชาวจีนทุกคนลงมือสังหารทหารมองโกลที่ประจำอยู่ในบ้านของตน อย่างพร้อมเพรียงกันในวันเพ็ญเดือนแปด ทั้งนี้เพื่อให้ชาวจีนที่ไปซื้อขนมมารับประทานกัน ต่างได้อ่านข้อความดังกล่าวและช่วยกันกระจายข่าวนี้ออกไป เพื่อก่อการปฏิวัติโดยพร้อมเพรียงกัน ณ วันเพ็ญเดือนแปด ทำให้สามารถโค่นล้มอำนาจการปกครองของมองโกลในที่สุด
เพื่อเป็นการฉลอง และรำลึกการกอบกู้แผ่นดินที่ประสบการสำเร็จ ประเพณีรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ในวันเทศกาลดังกล่าวจึงมีการสืบทอดกันตลอดมา
ต่อมา ไม่ว่าแห่งหนใดที่มีชาวจีนเดินทางไปถึงก็จะพาประเพณีรับประทานนมไหว้พระจันทร์ ไปด้วย สำหรับขนมไหว้พระจันทร์ที่แพร่หลายในไทยนั้น เป็นแบบของกวางตุ้งโดยส่วนใหญ่ หลายปีที่ผ่านมา ขนมไหว้พระจันทร์ที่ผลิตในไทย ไม่ว่าด้านคุณภาพ รสชาติ และการบรรจุล้วนมีระดับที่สูงขึ้น แต่แน่นอน ราคาก็สูงขึ้นไปด้วย เรามีความเห็นว่า วันแห่งเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีละหนึ่งครั้งนี้ สมาชิกในครอบครัวได้มาอยู่พร้อมหน้ากัน และรับประทานอาหารพร้อมหน้ากันภายใต้พระจันทร์เต็มดวง อันเป็นการนำความสุขสมบูรณ์มาสู่สมาชิกครอบครัวได้เป็นอย่างดี เช่นนี้ นับว่ามีคุณค่าแก่การสืบทอดและเผยแพร่ตลอดไป
เทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกปี (วันที่ 15 เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน)ทุกๆ ครัวเรือนจะซื้อขนมไหว้ระจันทร์มาไหว้พระจันทร์ พร้อมกับการชมพระจันทร์จนกลายเป็นประเพณีของจีนตลอดมา สำหรับประเพณีรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ในวันไหว้พระจันทร์นั้น กล่าวคือ เกิดขึ้นเมื่อสมัยมองโกลเข้ามาปกครองแผ่นดินจีน เมื่อชาวมองโกลกดขี่ข่มเหงและทำร้ายชาวจีนอย่างโหดเหี้ยม และเพื่อควบคุมดูแลชาวจีนอย่างใกล้ชิด ชาวมองโกลจึงส่งทหารของตนไปประจำอยู่ในบ้านของชาวจีนครอบครัวละ 1คน เป็นอันว่าชาวจีนทุกๆครัวเรือนต่างต้องเลี้ยงดูทหารมองโกล 1 คน ทหารมองโกลเหล่านี้ ยังก่อกรรมทำชั่วไปหมด ทำให้ชาวจีนขุ่นเคืองใจเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาท่านหลิวปั๋วเวิน คิดได้วิธีหนึ่ง คือ ให้นำกระดาษเขียนข้อความ แล้วสอดไส้ไว้ในขนม เรียกร้องให้ชาวจีนทุกคนลงมือสังหารทหารมองโกลที่ประจำอยู่ในบ้านของตน อย่างพร้อมเพรียงกันในวันเพ็ญเดือนแปด ทั้งนี้เพื่อให้ชาวจีนที่ไปซื้อขนมมารับประทานกัน ต่างได้อ่านข้อความดังกล่าวและช่วยกันกระจายข่าวนี้ออกไป เพื่อก่อการปฏิวัติโดยพร้อมเพรียงกัน ณ วันเพ็ญเดือนแปด ทำให้สามารถโค่นล้มอำนาจการปกครองของมองโกลในที่สุด
เพื่อเป็นการฉลอง และรำลึกการกอบกู้แผ่นดินที่ประสบการสำเร็จ ประเพณีรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ในวันเทศกาลดังกล่าวจึงมีการสืบทอดกันตลอดมา
ต่อมา ไม่ว่าแห่งหนใดที่มีชาวจีนเดินทางไปถึงก็จะพาประเพณีรับประทานนมไหว้พระจันทร์ ไปด้วย สำหรับขนมไหว้พระจันทร์ที่แพร่หลายในไทยนั้น เป็นแบบของกวางตุ้งโดยส่วนใหญ่ หลายปีที่ผ่านมา ขนมไหว้พระจันทร์ที่ผลิตในไทย ไม่ว่าด้านคุณภาพ รสชาติ และการบรรจุล้วนมีระดับที่สูงขึ้น แต่แน่นอน ราคาก็สูงขึ้นไปด้วย เรามีความเห็นว่า วันแห่งเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีละหนึ่งครั้งนี้ สมาชิกในครอบครัวได้มาอยู่พร้อมหน้ากัน และรับประทานอาหารพร้อมหน้ากันภายใต้พระจันทร์เต็มดวง อันเป็นการนำความสุขสมบูรณ์มาสู่สมาชิกครอบครัวได้เป็นอย่างดี เช่นนี้ นับว่ามีคุณค่าแก่การสืบทอดและเผยแพร่ตลอดไป
เทศกาลลอยกระทงของประเทศไทย
ประเพณีลอยกระทง ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือน 12 เริ่มขึ้นครั้งแรก ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยมีนางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬารัตน์ พระสนมเอกแห่งพระร่วงเจ้า เป็นผู้ให้กำเนิด ในปัจจุบัน การลอยกระทงได้แพร่หลาย และเป็นที่นิยมไปอย่างกว้างขวาง โดยผู้ใหญ่มักจะเกณฑ์เด็กๆ มาช่วยกันทำกระทงนำไปลอยในแม่น้ำ เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา พร้อมทั้งอธิษฐานขอสิ่งดีๆ ให้แก่ตนเอง และคนรัก และครอบครัว
วันลอยกระทงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ประเพณีลอยกระทงมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ประเพณีลอยกระทงได้เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีประมาณ พ.ศ. 1800 ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศ ผู้เป็นพระสนมเอกของพระร่วงเจ้าว่า "ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่างๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย..." เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงมีพระราชโองการฯให้จัดพิธีลอยกระทงเป็นประจำทุกปี ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองพระราชพิธีนี้จึงได้ถือปฏิบัติเป็นประจำจนกระทั่งบัดนี้
ประวัติความเป็นมา
ประเพณีลอยกระทงมีมานานจนสืบประวัติไม่ได้ และไม่มีในคัมภีร์ทางศาสนาเสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) ได้ค้นคว้าที่มาของประเพณีลอยกระทงไทยทุกภาคตลอดจนถึงประเทศใกล้เคียงคือ พม่า กัมพูชา จีน อินเดีย ได้ความว่ามีประเพณีลอยกระทงทุกประเทศด้วยเหตุผลต่างๆ กัน
เหตุผลของการลอยกระทงในประเทศไทยดังนี้
1.เพื่อขอขมาแม่คงคา เพราะได้อาศัยนำท่านกินและใช้ และอีกประการหนึ่งมนุษย์มักจะทิ้งและถ่ายสิ่งปฏิกูลลงไปในน้ำด้วย
2.เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที ซึ่งประพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระบาทประดิษฐานไว้บนหาดทรายที่แม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย
3.เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์
4.เพื่อบูชาพระอุปคุต ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพแก่พระอุปคุตอย่างสูง ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญามารได้
การลอยกระทงไม่มีพิธีรีตอง เพียงแต่ขอให้มีกระทงจะทำด้วยอะไรก็ได้ เช่น ใบตอง การกล้วย กาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว กระดาษโฟม และ ปัจจุบันยังใช้ขนมปังทำด้วยเพื่อจะได้เป็นอาหารให้ปลาและไม่ทำลายแม่น้ำด้วย โดยจุดธูปเทียนปักที่กระทงแล้วอธิษฐานตามที่ตนปรารถนา เสร็จแล้วจึงลอยไปที่แม่น้ำลำคลอง
วันลอยกระทงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ประเพณีลอยกระทงมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ประเพณีลอยกระทงได้เข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีประมาณ พ.ศ. 1800 ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศ ผู้เป็นพระสนมเอกของพระร่วงเจ้าว่า "ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่างๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย..." เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงมีพระราชโองการฯให้จัดพิธีลอยกระทงเป็นประจำทุกปี ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองพระราชพิธีนี้จึงได้ถือปฏิบัติเป็นประจำจนกระทั่งบัดนี้
ประวัติความเป็นมา
ประเพณีลอยกระทงมีมานานจนสืบประวัติไม่ได้ และไม่มีในคัมภีร์ทางศาสนาเสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) ได้ค้นคว้าที่มาของประเพณีลอยกระทงไทยทุกภาคตลอดจนถึงประเทศใกล้เคียงคือ พม่า กัมพูชา จีน อินเดีย ได้ความว่ามีประเพณีลอยกระทงทุกประเทศด้วยเหตุผลต่างๆ กัน
เหตุผลของการลอยกระทงในประเทศไทยดังนี้
1.เพื่อขอขมาแม่คงคา เพราะได้อาศัยนำท่านกินและใช้ และอีกประการหนึ่งมนุษย์มักจะทิ้งและถ่ายสิ่งปฏิกูลลงไปในน้ำด้วย
2.เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที ซึ่งประพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระบาทประดิษฐานไว้บนหาดทรายที่แม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย
3.เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์
4.เพื่อบูชาพระอุปคุต ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพแก่พระอุปคุตอย่างสูง ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญามารได้
การลอยกระทงไม่มีพิธีรีตอง เพียงแต่ขอให้มีกระทงจะทำด้วยอะไรก็ได้ เช่น ใบตอง การกล้วย กาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว กระดาษโฟม และ ปัจจุบันยังใช้ขนมปังทำด้วยเพื่อจะได้เป็นอาหารให้ปลาและไม่ทำลายแม่น้ำด้วย โดยจุดธูปเทียนปักที่กระทงแล้วอธิษฐานตามที่ตนปรารถนา เสร็จแล้วจึงลอยไปที่แม่น้ำลำคลอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












